จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย เทคนิคจุดเติมที่โรงงานต้องรู้ ปี 2026

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องดูแลระบบบำบัดน้ำเสียให้ผ่านมาตรฐานน้ำทิ้งอยู่เสมอ การเลือกใช้และเติม จุลินทรีย์ ให้ถูกจุดคือหัวใจสำคัญที่ตัดสินว่าระบบจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจหลักการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated Sludge พร้อมเทคนิคการเติมจุลินทรีย์อย่างถูกวิธี ฉบับอัปเดตปี 2026
จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียคืออะไร
จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย คือกลุ่มแบคทีเรียและจุลชีพขนาดเล็กที่ทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และตะกอนชีวภาพ (Sludge) ซึ่งเป็นกลไกหลักของระบบบำบัดน้ำเสียชีวภาพที่ใช้กันแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรมไทย
จุลินทรีย์แบบใช้อากาศ (Aerobic Bacteria) กำลังย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสียจุลินทรีย์เหล่านี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามการใช้ออกซิเจน ได้แก่
- จุลินทรีย์แบบใช้อากาศ (Aerobic Bacteria) ทำงานได้ดีในที่มีออกซิเจนละลายในน้ำ เหมาะกับบ่อเติมอากาศ
- จุลินทรีย์แบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Bacteria) ทำงานในสภาวะไร้ออกซิเจน มักพบในบ่อเกรอะและบ่อหมัก
ทั้งสองกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมสามารถลดค่า BOD และ COD ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อนปล่อยน้ำทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม
ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated Sludge มีกี่ขั้นตอน
ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated Sludge แบ่งการทำงานออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก คือ บ่อดักไขมัน บ่อเกรอะ บ่อเติมอากาศ และบ่อตกตะกอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีหน้าที่เฉพาะที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบ
ผังขั้นตอนระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Activated Sludge ทั้ง 4 ขั้นตอนขั้นตอนที่ 1: บ่อดักไขมันและบ่อพักน้ำเสีย
ทำหน้าที่แยกไขมัน น้ำมัน และของแข็งขนาดใหญ่ออกจากน้ำเสียก่อนเข้าสู่กระบวนการบำบัดทางชีวภาพ เพื่อไม่ให้ไปอุดตันระบบท่อและปั๊ม
ขั้นตอนที่ 2: บ่อเกรอะ (Septic Tank)
เป็นจุดแรกที่น้ำเสียถูกย่อยสลายบางส่วนด้วยจุลินทรีย์แบบไม่ใช้อากาศ ช่วยลดปริมาณสารอินทรีย์เบื้องต้นก่อนส่งต่อไปยังบ่อเติมอากาศ
บ่อเกรอะในโรงงาน จุดย่อยสลายน้ำเสียเบื้องต้นด้วยจุลินทรีย์ไม่ใช้อากาศขั้นตอนที่ 3: บ่อเติมอากาศ (Aeration Tank)
หัวใจของระบบ เพราะเป็นจุดที่จุลินทรีย์แบบใช้อากาศทำงานหนักที่สุดในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ละลายอยู่ในน้ำเสีย โดยใช้เครื่องเติมอากาศ (Aerator) เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้จุลินทรีย์ใช้ในการเจริญเติบโตและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
เครื่องเติมอากาศ (Aerator) ทำงานในบ่อเติมอากาศ จุดที่แนะนำให้เติมจุลินทรีย์ขั้นตอนที่ 4: บ่อตกตะกอน (Sedimentation Tank)
น้ำที่ผ่านการบำบัดจากบ่อเติมอากาศจะถูกส่งมาพักให้ตะกอนจุลินทรีย์ตกลงสู่ก้นบ่อ แยกออกจากน้ำใสที่พร้อมปล่อยทิ้งหรือนำกลับมาใช้ซ้ำ ส่วนตะกอนบางส่วนจะถูกหมุนเวียนกลับไปยังบ่อเติมอากาศเพื่อรักษาปริมาณจุลินทรีย์ในระบบ
บ่อตกตะกอน ขั้นตอนสุดท้ายในการแยกตะกอนจุลินทรีย์ออกจากน้ำใส| ขั้นตอน | ชื่อบ่อ | ประเภทจุลินทรีย์ | หน้าที่หลัก |
|---|---|---|---|
| 1 | บ่อดักไขมัน | แยกไขมัน/ของแข็งขนาดใหญ่ | |
| 2 | บ่อเกรอะ | ไม่ใช้อากาศ | ย่อยสลายเบื้องต้น |
| 3 | บ่อเติมอากาศ | ใช้อากาศ | ย่อยสลายสารอินทรีย์หลัก |
| 4 | บ่อตกตะกอน | แยกตะกอนออกจากน้ำใส |
หากต้องการเจาะลึกเรื่องการออกแบบขนาดบ่อ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคำนวณขนาดบ่อบำบัดน้ำเสียโรงงาน
จำเป็นต้องเติมจุลินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสียหรือไม่
ไม่จำเป็นเสมอไป หากเป็นน้ำเสียจากห้องน้ำหรือที่พักอาศัยทั่วไป จุลินทรีย์สามารถเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ แต่หากเป็นระบบที่เพิ่งสตาร์ทอัพใหม่ หรืออยู่ในช่วงเริ่มต้นเดินระบบ จำเป็นต้องเติมจุลินทรีย์เพื่อเร่งให้ระบบทำงานได้เร็วขึ้น
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีน้ำเสียปริมาณมากและมีค่า BOD/COD สูงกว่าน้ำเสียชุมชนทั่วไป การเติมจุลินทรีย์เสริมจึงมีความจำเป็นมากกว่า โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้
- ระบบบำบัดน้ำเสียที่เพิ่งติดตั้งใหม่และยังไม่มีจุลินทรีย์สะสม
- ระบบที่หยุดเดินเครื่องเป็นเวลานาน เช่น ช่วงปิดโรงงานประจำปี
- ระบบที่ได้รับน้ำเสียเข้มข้นเกินค่ามาตรฐานกะทันหัน (Shock Load)
- ระบบที่ค่า MLSS (ปริมาณตะกอนจุลินทรีย์) ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
ควรเติมจุลินทรีย์จุดไหนดีที่สุด
จุดที่ควรเติมจุลินทรีย์คือ "บ่อเติมอากาศ" เท่านั้น เพราะเป็นจุดที่จุลินทรีย์ต้องใช้ปริมาณมากที่สุดในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นระบบเติมอากาศหรือระบบไร้อากาศก็สามารถเติมในจุดนี้ได้ทั้งสิ้น
ตำแหน่งที่แนะนำให้เติมจุลินทรีย์คือบ่อเติมอากาศ เพื่อให้จุลินทรีย์แอคทีฟทันทีแม้ว่าในทางทฤษฎีจะสามารถเติมจุลินทรีย์ก่อนถึงบ่อเติมอากาศได้ เช่น เติมที่บ่อพักน้ำเสียหรือบ่อเกรอะ แต่หากต้องการให้จุลินทรีย์แอคทีฟและเริ่มทำงานได้ทันที ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เติมโดยตรงที่บ่อเติมอากาศ เพราะมีออกซิเจนเพียงพอให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและย่อยสลายสารอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทำไมบ่อเติมอากาศคือจุดที่เหมาะสมที่สุด
เหตุผลที่บ่อเติมอากาศเป็นจุดเติมจุลินทรีย์ที่ดีที่สุดในระบบบำบัดน้ำเสีย มีดังนี้
- มีออกซิเจนเพียงพอ เครื่องเติมอากาศช่วยให้จุลินทรีย์แบบใช้อากาศเจริญเติบโตได้เร็ว
- มีสารอินทรีย์เข้มข้นให้ย่อยสลาย เป็นจุดที่น้ำเสียยังมีสารอาหารสำหรับจุลินทรีย์มากที่สุด
- ควบคุมสภาวะแวดล้อมได้ง่าย สามารถปรับค่า pH อุณหภูมิ และปริมาณออกซิเจนให้เหมาะสมได้
- เห็นผลลัพธ์ไว จุลินทรีย์เริ่มทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผ่านบ่ออื่นก่อน
- ลดความเสี่ยงจุลินทรีย์ตาย ไม่ต้องเผชิญสภาวะไร้ออกซิเจนในบ่อเกรอะก่อนถึงจุดทำงานจริง
ข้อควรระวังสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมไทย
โรงงานอุตสาหกรรมในไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอาหารแปรรูป โรงงานสิ่งทอ หรือโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ล้วนต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้ง ดังนั้นการเติมจุลินทรีย์จึงควรคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย
เจ้าหน้าที่ตรวจวัดค่า pH และออกซิเจนละลายน้ำก่อนเติมจุลินทรีย์ทุกครั้ง- ค่า pH ของน้ำเสีย ควรอยู่ในช่วง 6.5-8.5 ก่อนเติมจุลินทรีย์ เพื่อไม่ให้จุลินทรีย์ตายก่อนเริ่มทำงาน
- อุณหภูมิน้ำ ไม่ควรเกิน 40 องศาเซลเซียส เพราะจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ทำงานได้ดีในอุณหภูมิห้อง
- สารเคมีตกค้าง เช่น คลอรีนหรือสารฆ่าเชื้อ อาจทำลายจุลินทรีย์ได้ ควรตรวจสอบก่อนเติมทุกครั้ง
- ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ในบ่อเติมอากาศควรอยู่ที่ 2-4 มก./ล. เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เต็มที่
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
หากค่าพารามิเตอร์เหล่านี้ไม่อยู่ในเกณฑ์ ควรปรึกษาทีมวิศวกรสิ่งแวดล้อมก่อนเติมจุลินทรีย์ เพื่อป้องกันการสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มาตรฐานน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องรู้ และ วิธีตรวจสอบค่า BOD COD ในน้ำเสีย
ขั้นตอนการเติมจุลินทรีย์อย่างถูกวิธี
สำหรับโรงงานที่ต้องการเริ่มเติมจุลินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสีย แนะนำให้ทำตามขั้นตอนดังนี้
- ตรวจสอบสภาวะน้ำเสีย วัดค่า pH อุณหภูมิ และ DO ในบ่อเติมอากาศก่อนเริ่มเติม
- เลือกชนิดจุลินทรีย์ให้เหมาะกับประเภทน้ำเสีย เช่น น้ำเสียจากอุตสาหกรรมอาหารต้องใช้สายพันธุ์ที่ทนต่อไขมันสูง
- เติมจุลินทรีย์ในบ่อเติมอากาศโดยตรง ขณะเครื่องเติมอากาศทำงานอยู่ เพื่อกระจายจุลินทรีย์ทั่วบ่อ
- ติดตามค่า MLSS อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินว่าปริมาณจุลินทรีย์เพียงพอหรือไม่
- ปรับปริมาณการเติมตามผลตรวจวัด หากค่า BOD ยังไม่ลดลงตามเป้าหมาย ควรเพิ่มปริมาณหรือความถี่ในการเติม
พนักงานกำลังเติมจุลินทรีย์ลงในบ่อเติมอากาศตามขั้นตอนที่ถูกต้องทั้งนี้ควรมีบันทึกการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียประจำวันเพื่อใช้ประกอบการยื่นรายงานต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมด้วย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียต่างจากจุลินทรีย์ EM หรือไม่?
จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียเป็นกลุ่มแบคทีเรียเฉพาะทางที่คัดสายพันธุ์เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบ Activated Sludge โดยเฉพาะ ส่วนจุลินทรีย์ EM เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ผสมที่ใช้ได้หลากหลายวัตถุประสงค์กว่า
2. เติมจุลินทรีย์บ่อยแค่ไหนถึงจะเหมาะสม?
โดยทั่วไปช่วงสตาร์ทอัพระบบใหม่ควรเติมทุกวันเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ จากนั้นจึงลดความถี่ลงตามผลตรวจค่า MLSS และ BOD
3. หากเติมจุลินทรีย์ผิดจุดจะเกิดอะไรขึ้น?
หากเติมในจุดที่ไม่มีออกซิเจนเพียงพอ หรือมีสารเคมีตกค้าง จุลินทรีย์อาจตายก่อนเริ่มทำงาน ทำให้สิ้นเปลืองต้นทุนโดยไม่เห็นผลลัพธ์ที่ต้องการ
4. โรงงานขนาดเล็กจำเป็นต้องเติมจุลินทรีย์เหมือนโรงงานขนาดใหญ่หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับปริมาณและความเข้มข้นของน้ำเสีย โรงงานขนาดเล็กที่มีน้ำเสียใกล้เคียงน้ำเสียชุมชนอาจไม่จำเป็นต้องเติมบ่อยเท่าโรงงานขนาดใหญ่ที่มีค่า BOD สูง
5. มีวิธีตรวจสอบว่าจุลินทรีย์ในระบบทำงานได้ดีหรือไม่?
สามารถสังเกตได้จากค่า BOD/COD ของน้ำทิ้งที่ลดลงตามเกณฑ์ สีและกลิ่นของน้ำในบ่อเติมอากาศ รวมถึงการตรวจวัดค่า MLSS อย่างสม่ำเสมอ
ต้องการคำปรึกษาเรื่องระบบบำบัดน้ำเสีย?

การเติมจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียให้ถูกจุด คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและผ่านมาตรฐานน้ำทิ้งตามกฎหมาย หากโรงงานของท่านต้องการคำปรึกษา ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทันที
- โทร: 092 395 9446
- Line ID: @m-tech
- พื้นที่ให้บริการ: ให้บริการทั่วประเทศ
- เว็บไซต์: https://www.m-techbioactive.com/


